โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบในผู้หญิง

สาขาวิชาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา 
ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

            แสบขัดเวลาปัสสาวะ ปวดหน่วงท้องน้อย ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ อาการเหล่านี้คือสัญญาณของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคที่พบบ่อยในผู้หญิงทุกวัย โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Acute Cystitis) เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection: UTI)  ซึ่งครอบคลุมการติดเชื้อตั้งแต่ท่อปัสสาวะไปจนถึงไตเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุดโดยเฉพาะในผู้หญิง ข้อมูลจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ปี 2568 ระบุว่าประเทศไทยมีผู้ป่วย UTI หลายแสนรายต่อปี ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและค่ารักษาพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญ

รู้จักกระเพาะปัสสาวะ

          กระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะรูปร่างคล้ายบอลลูน ตั้งอยู่ในอุ้งเชิงกรานหลังกระดูกหัวเหน่า ทำหน้าที่กักเก็บปัสสาวะได้ประมาณ 300–500 มิลลิลิตร เมื่อปัสสาวะเต็มผนังกล้ามเนื้อจะบีบตัวขับปัสสาวะออกทางท่อปัสสาวะ ในคนปกติที่ดื่มน้ำวันละ 1,500–2,000 มิลลิลิตร จะปัสสาวะประมาณ 6-8 ครั้งต่อวัน โดยไม่ต้องตื่นกลางคืนมาปัสสาวะ

ปัสสาวะบ่อยไม่ได้แปลว่ากระเพาะปัสสาวะอักเสบเสมอไป

          อาการปัสสาวะบ่อย (มากกว่า 6-8 ครั้งใน 24 ชั่วโมง) มีสาเหตุได้หลายอย่าง การรู้สาเหตุที่แท้จริงช่วยให้รักษาได้ถูกต้อง เพราะการรักษาแต่ละสาเหตุแตกต่างกัน

สาเหตุของอาการปัสสาวะบ่อย

            1. ไตขับปัสสาวะมากกว่าปกติ เกิดจากการดื่มน้ำมาก การรับประทานยาขับปัสสาวะ โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจ ลักษณะเด่นคือ ปัสสาวะแต่ละครั้งมีปริมาณเท่าคนปกติ (350–500 มิลลิลิตร) ผลตรวจปัสสาวะไม่พบการติดเชื้อ

            2. ความผิดปกติที่กระเพาะปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะกักเก็บปัสสาวะได้น้อยลง ส่งผลให้รู้สึกปวดปัสสาวะเร็ว

                   - กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย พบบ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ มีอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น ปวดท้องน้อย หรือปัสสาวะมีเลือดปน ต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

                   - กระเพาะปัสสาวะขยายตัวได้น้อย เช่น ผู้ที่เคยได้รับการฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกราน เป็นวัณโรคกระเพาะปัสสาวะ หรือมีเนื้องอกในมดลูกขนาดใหญ่ กดทับกระเพาะปัสสาวะ

                   - สิ่งแปลกปลอมในกระเพาะปัสสาวะ เช่น นิ่ว หรือเนื้องอกขนาดใหญ่ พบได้น้อยในผู้หญิง

            3. ความเครียดและปัจจัยทางจิตใจ ความเครียดจากงานหรือปัญหาส่วนตัวสามารถทำให้ปัสสาวะบ่อยได้ โดยอาการมักเกิดในช่วงกลางวันหรือหัวค่ำ และหายไปเมื่อหลับแล้ว

            4. ความผิดปกติของระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวผิดปกติ ต้องตรวจด้วยเครื่องพิเศษ (Urodynamic study) จึงจะวินิจฉัยได้ถูกต้อง

UTI คืออะไร และทำไมผู้หญิงเสี่ยงกว่า?

          UTI (Urinary Tract Infection) คือการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจเกิดที่ท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ หรือลุกลามถึงไต เชื้อก่อโรคที่พบบ่อยที่สุดคือ Escherichia coli (E. coli) ซึ่งเป็นแบคทีเรียในลำไส้ที่เคลื่อนตัวมาปนเปื้อนบริเวณปากท่อปัสสาวะ

            ผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชายเนื่องจาก ท่อปัสสาวะสั้นกว่ามาก (ประมาณ 4 ซม. เทียบกับ 20 ซม. ในผู้ชาย) ทำให้แบคทีเรียเดินทางเข้าถึงกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายและรวดเร็ว ประมาณ 60% ของผู้หญิงจะมีประสบการณ์ UTI อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

อาการที่ควรสังเกต

อาการของการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะ

            - ปัสสาวะแสบขัด หรือรู้สึกเจ็บบริเวณปลายท่อปัสสาวะ

            - ปัสสาวะบ่อย ครั้งละน้อย หรือรู้สึกอยากปัสสาวะตลอดเวลา

            - ปัสสาวะไม่สุด หรือกลั้นไม่อยู่

            - น้ำปัสสาวะขุ่น มีกลิ่น หรือมีเลือดปน

            - ปวดหน่วงท้องน้อย

อาการที่บ่งว่าการติดเชื้ออาจลุกลามถึงไต ควรพบแพทย์โดยเร็ว

            - มีไข้สูง หนาวสั่น

            - ปวดหลังหรือปวดสีข้างรุนแรง

            - คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลียมาก

!! เมื่อไหร่ต้องรีบพบแพทย์ทันที !!

          หากมีไข้สูง หนาวสั่น ร่วมกับอาการปัสสาวะผิดปกติ หรืออาการทั่วไปทรุดลงอย่างรวดเร็ว ควรพบแพทย์หรือมาห้องฉุกเฉินทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในกระแสเลือด (Urosepsis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน

การวินิจฉัยและการรักษา

            แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ร่วมกับการตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) และการเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture) โดยเฉพาะในรายที่รักษาแล้วไม่หาย หรือมีการติดเชื้อซ้ำบ่อย การเพาะเชื้อช่วยให้เลือกยาได้ถูกต้องและลดปัญหาเชื้อดื้อยา

แนวทางการรักษา

ชนิด UTI

ระยะเวลายา

สิ่งที่ควรทราบ

  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)

5–7 วัน

อาการควรดีขึ้นใน 48–72 ชม. รักษาเป็นผู้ป่วยนอก

  • กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis)

7–14 วัน

อาจต้องรับไว้ในโรงพยาบาล ให้ยาทางหลอดเลือดดำ

  • UTI ซับซ้อน (Complicated UTI)

10–14 วัน

ปรับยาตามผลเพาะเชื้อ อาจต้องตรวจภาพถ่ายรังสีเพิ่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สำคัญ: เรื่องยาปฏิชีวนะที่ต้องรู้
          - กินยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว หยุดยากลางคันทำให้เชื้อดื้อยาได้
          - ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง เพราะข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังการดื้อยาของไทย (NARST 2566) พบว่าเชื้อ E. coli ดื้อยา Ciprofloxacin และ TMP/SMX มากกว่า 60% ยาที่เหมาะสมควรเลือกจากผลเพาะเชื้อ
          - หากอาการไม่ดีขึ้นใน 72 ชั่วโมง ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ

การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะที่เป็นซ้ำบ่อย (Recurrent UTI) — เรื่องที่ควรรู้
            ผู้หญิงประมาณ 20–40% ที่เคยเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะมีอาการซ้ำอีก และบางรายอาจเป็นบ่อยมากจนส่งผลต่อคุณภาพชีวิต แนวทาง AUA/SUFU 2025 นิยาม Recurrent UTI (rUTI) ว่าเป็น UTI ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปภายใน 6 เดือน หรือ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 1 ปี

สาเหตุที่ทำให้ UTI กลับมาซ้ำ
         
- เชื้อแบคทีเรียฝังตัวอยู่ในผนังกระเพาะปัสสาวะ และกลับมาก่อโรคซ้ำได้
            - มีสิ่งอุดตันในทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่ว หรือต่อมลูกหมากโตในผู้ชาย
            - การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในหญิงวัยหมดประจำเดือน ทำให้สภาพแวดล้อมของช่องคลอดและท่อปัสสาวะเปลี่ยนไป
            - โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี

แนวทางป้องกัน UTI ซ้ำ

มีทั้งวิธีที่ใช้ยาและไม่ใช้ยา แพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นรายบุคคล
            1.ดื่มน้ำให้เพียงพอ  — ผู้ที่ดื่มน้ำน้อยกว่า 1.5 ลิตรต่อวัน เพิ่มปริมาณน้ำได้ลดความถี่ของ UTI ซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ (Hooton et al., 2018)
            2.น้ำแครนเบอรี่ (Cranberry juice) — สารโพรแอนโทไซยานิดิน (PAC) ช่วยลดการเกาะติดของแบคทีเรียกับผนังทางเดินปัสสาวะ แนะนำโดย AUA/SUFU 2025 ว่าใช้เป็นตัวเลือกในการป้องกัน UTI ซ้ำได้
            3.ฮอร์โมนเอสโตรเจนชนิดทาในช่องคลอด (Vaginal estrogen) สำหรับหญิงวัยหมดประจำเดือน — ช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของทางเดินปัสสาวะและลดความเสี่ยง UTI ซ้ำ (AUA/SUFU 2025)
            4.ยาปฏิชีวนะป้องกัน (Antibiotic Prophylaxis)  — ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาให้ยาขนาดต่ำต่อเนื่อง หรือให้รับประทานหลังมีเพศสัมพันธ์ ขึ้นอยู่กับประวัติและการประเมินความเสี่ยงของแต่ละราย
            5.รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ  — เช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต หรือควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน

D-Mannose ข้อมูลที่อาจแตกต่างจากที่เคยได้ยิน
         
D-Mannose เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับความนิยม แต่จากการศึกษา RCT ขนาดใหญ่ล่าสุด (N=598, 2024) และแนวทาง AUA/SUFU 2025 สรุปว่า ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะแนะนำให้ใช้ D-mannose เพียงอย่างเดียวในการป้องกัน UTI ซ้ำ หากต้องการใช้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกล UTI
            - ดื่มน้ำสะอาด 8–10 แก้วต่อวัน (1,500–2,000 มิลลิลิตร) ตั้งแต่เช้าจนถึงก่อนนอน เพื่อให้ร่างกายขับเชื้อออกทางปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ
          - ไม่อั้นปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง โดยไม่จำเป็น การกักเก็บปัสสาวะนานเอื้อต่อการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรีย
          - ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง เพื่อขับแบคทีเรียที่อาจเข้าสู่ท่อปัสสาวะออกมา เป็นวิธีป้องกันที่ง่ายและมีประสิทธิภาพมาก
          - เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง เสมอหลังเข้าห้องน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้แบคทีเรียจากทวารหนักเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
          - รักษาความสะอาดของอวัยวะสืบพันธุ์ หลีกเลี่ยงสบู่หรือผลิตภัณฑ์ล้างจุดซ่อนเร้นที่มีส่วนผสมของน้ำหอม ซึ่งอาจทำลายแบคทีเรียดีในช่องคลอด และรักษาอาการตกขาวผิดปกติให้หายขาด
          - ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ในกรณีที่เป็นโรคเบาหวาน
          - ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง หากมีอาการควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาที่ถูกต้อง
          - รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต ตามคำแนะนำของแพทย์

ควรพบแพทย์เมื่อใด?
         
- UTI เป็นซ้ำ มากกว่า 2 ครั้งใน 6 เดือน หรือมากกว่า 3 ครั้งใน 1 ปี
            - อาการไม่ดีขึ้น ภายใน 72 ชั่วโมงหลังเริ่มยา
            - มีไข้ ปวดหลัง หรืออาการรุนแรง ร่วมกับอาการปัสสาวะผิดปกติ
            - เป็นครั้งแรกในผู้ชาย หรือเด็ก ควรพบแพทย์ทุกราย เนื่องจากอาจมีความผิดปกติที่ต้องตรวจเพิ่มเติม
            - ปัสสาวะบ่อยโดยไม่มีอาการแสบขัด ควรให้แพทย์ประเมินสาเหตุอื่น เช่น ภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน (Overactive Bladder)

เอกสารอ้างอิง

  1. สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ พ.ศ. 2568. กรุงเทพฯ: สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย; 2568.
  2. Anger J, Lee U, Ackerman AL, et al. Recurrent Uncomplicated Urinary Tract Infections in Women: AUA/CUA/SUFU Guideline (2019, Confirmed 2022, Amended 2025). American Urological Association; 2025.
  3. National Antimicrobial Resistance Surveillance Thailand (NARST). Antibiogram 2023. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข; 2566.
  4. Hooton TM, Vecchio M, Iroz A, et al. Effect of Increased Daily Water Intake in Premenopausal Women with Recurrent Urinary Tract Infections: A Randomized Clinical Trial. JAMA Intern Med. 2018;178(11):1509–1515.
  5. ภควัฒน์ ระมาตร์. (2567). ภาวะทางออกกระเพาะปัสสาวะอุดตันในเพศหญิง. ใน ภควัฒน์ ระมาตร์ (บ.ก.), ศัลยศาสตร์นรีเวชทางเดินปัสสาวะ. (น. 229-296). สํานักพิมพ์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.

เอกสารประกอบ

ดาวน์โหลด