ทำอย่างไร! เมื่อลูกน้อยสมาธิสั้น
ทำอย่างไร! เมื่อลูกน้อยสมาธิสั้น
รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
Faculty of
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ปัจจุบันพบว่า เด็กในวัยเรียนป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นถึงร้อยละ 5 เราจะรู้และช่วยดูแลรักษาเด็กสมาธิสั้นได้อย่างไร มีคำแนะนำมาฝากครับ
เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น จะมีปริมาณสาร dopamine , noradrenaline ในสมองน้อยกว่าเด็กปกติ ทำให้เด็กไม่สามารถควบคุมตนเองได้ อีกสาเหตุเกิดจากจากกรรมพันธุ์ ร้อยละ 30 - 40
อาการที่บ่งชี้ว่าเด็กอาจเป็นโรคสมาธิสั้นมี 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
1. อาการขาดสมาธิ เช่น อาการวอกแวกง่าย หงุดหงิดง่าย ทำงานไม่เสร็จ ขาดสมาธิในการเรียนหรือเล่น ไม่ค่อยฟังเวลาพูด ทำงานผิดพลาดบ่อยๆ ไม่ค่อยเป็นระเบียบ หนีปัญหา ทำของหายบ่อยๆ ขี้ลืมบ่อยๆ
2. อาการซน อยู่ไม่นิ่ง และอาการหุนหันพลันแล่น วู่วาม เด็กมีลักษณะซน ตื่นตัวตลอดเวลา พูดมาก เล่นเสียงดัง ใจร้อน ทำงานไม่เสร็จ ชอบขัดจังหวะหรือสอดแทรกเวลาผู้อื่นกำลังพูดอยู่รอคอยอะไรนาน ๆ ไม่ได้ ถ้ารวมกันมีมากกว่า 6 อาการขึ้นไป และเด็กเริ่มมีอาการเหล่านั้นมาก่อนอายุ 7 ขวบ เด็กคนนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นโรคสมาธิสั้น
ทั้งนี้แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ร่วมกับการตรวจร่างกาย ระบบประสาท และการสังเกตพฤติกรรมของเด็กเป็นหลัก ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการตรวจเลือด หรือเอกซเรย์สมอง ที่สามารถนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นได้ และบางรายอาจจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจสายตา การได้ยิน ตรวจคลื่นสมอง เชาวน์ปัญญา และความสามารถทางการเรียน เพื่อช่วยวินิจฉัยแยกโรคที่มีอาการใกล้เคียง
โรคสมาธิสั้นสามารถรักษาได้ โดยการผสมผสานหลาย ๆ ด้านเข้าด้วยกันต่อไปนี้ครับ
1.การรักษาด้วยยา เริ่มจากยาที่ใช้ในการรักษาที่ได้ผลสำหรับโรคสมาธิสั้น คือยาในกลุ่ม Psychostimulants เป็นยาที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อย ออกฤทธิ์กระตุ้นเซลล์สมองให้หลั่งสารเคมีธรรมชาติออกมาในระดับของเด็กปกติ ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพ ช่วยให้เด็กสามารถการควบคุมตัวเองได้ดี มีสมาธิมากขึ้น
2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กและคนในครอบครัว ควรให้ความรักและการเอาใจใส่ดูแลเด็กมากขึ้น ซึ่งคนในครอบครัวที่มีเด็กสมาธิสั้นต้องเข้าใจว่า สมาธิสั้นเป็นความผิดปกติที่เกิดจากการทำงานของสมอง พฤติกรรมของเด็กไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะก่อกวนให้เกิดปัญหา แต่เกิดจากเด็กไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ดังนั้นจึงต้องปรับพฤติกรรมเด็กโดยจัดตารางเวลาที่ชัดเจนว่า ในแต่ละวันเด็กต้องทำอะไรบ้าง ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน จัดสถานที่ให้เด็กทำการบ้าน อ่านหนังสือ โดยไม่มีใครรบกวน แต่ถ้าเด็กขาดสมาธิง่าย จำเป็นต้องมีผู้ใหญ่นั่งอยู่ด้วยช่วงระหว่างทำการบ้าน นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการดุ หรือตำหนิ และไม่ลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง ควรมีการตั้งกฎเกณฑ์ไว้ล่วงหน้าเมื่อเด็กทำผิด เช่น งดดูทีวี งดขี่จักรยาน หรือหักค่าขนมเด็ก และให้เหตุผลตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้ร่วมกัน พ่อแม่ต้องมีความอดทนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมเด็กไปในทางที่ดีขึ้นอาจต้องใช้เวลาหลายปี
3. การช่วยเหลือทางด้านการเรียน เด็กสมาธิสั้นส่วนใหญ่จะมีปัญหาการเรียน คุณครูจึงต้องมีบทบาทที่จะช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นให้เรียนได้ดี โดยจัดที่นั่งให้เหมาะสม คุณครูควรจัดให้เด็กสมาธิสั้นนั่งอยู่หน้าชั้นเรียน ไกลจากประตูหรือหน้าต่างเพื่อลดโอกาสการถูกทำให้วอกแวกจากสิ่งเร้าภายนอก หากพบว่าเด็กเริ่มยุกยิกอยู่ไม่นิ่ง หรือหมดสมาธิ คุณครูควรให้เด็กได้ลุกจากที่เพื่อไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชั้นเรียน เช่น ลบกระดาน แจกสมุด เตรียมอุปกรณ์ของใช้ในห้องเรียน เป็นต้น การสอนเสริมตัวต่อตัว หรือการจัดให้มีเด็กที่สมาธิดี รับผิดชอบต่อการเรียนคอยช่วยประกบให้ความช่วยเหลือจะช่วยให้เด็กสมาธิสั้นเรียนรู้ได้ดีขึ้น
คุณพ่อแม่ที่มีลูกน้อยเป็นโรคสมาธิสั้น จำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคที่ถูกต้อง และแจ้งให้คุณครูทราบ เพราะถ้าไม่รักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เด็ก โตขึ้นอาจมีผลกระทบทั้งตัวเด็กและครอบครัว

