
โรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม
พญ.สุเพ็ญญา วโรทัย
นพ.สุมนัส บุณยะรัตเวช
ภาควิชาตจวิทยา Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ปัญหาอุทกภัยในประเทศไทยที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรือเกิดน้ำท่วมขังนาน ต่างก็ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างมาก ทั้งด้านสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ตลอดจนทรัพย์สินของผู้ประสบภัย ปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยคือโรคผิวหนัง โดยเฉพาะที่เท้าซึ่งเป็นอวัยวะที่ต้องสัมผัสหรือย่ำน้ำเป็นเวลานาน เนื่องจากเมื่อเกิดอุทกภัยกระแสน้ำจะพาสิ่งสกปรก สารเคมี ทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง รวมถึงเชื้อโรคต่าง ๆ แพร่กระจายปะปนอยู่ในน้ำที่ท่วมขัง เชื้อโรคสามารถเข้าทางบาดแผล หรือรอยถลอก มีบาดแผลจากการทิ่มตำ สิ่งมีคม หรือการกระแทกจากวัตถุที่อยู่ในน้ำที่ขุ่น รวมถึงความชื้นแฉะที่มีผลต่อโครงสร้างของผิวหนังเอง เกิดการเปื่อยยุ่ย หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของจุลชีพประจำถิ่นที่ผิวหนังจนเกิดเป็นโรคขึ้น นอกจากนี้ภาวะน้ำท่วมขังจะส่งผลต่อระบบสาธารณูปโภคโดยเฉพาะการขาดน้ำประปาที่สะอาด อาจทำให้โรคผิวหนังบางอย่างเช่น กลาก เกลื้อน พบมากขึ้นได้
และผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำให้สัตว์ต่าง ๆ โดยเฉพาะสัตว์จำพวกแมลง สัตว์มีพิษหลายชนิดหนีน้ำออกจากถิ่นที่อยู่เดิมมาอาศัยร่วมกับมนุษย์มากขึ้น และน้ำท่วมขังเป็นที่เพาะพันธุ์ของแมลงนำโรคหรือแมลงก่อกวนต่าง ๆ จากสาเหตุดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จึงก่อให้เกิดโรคผิวหนังที่พบร่วมกับภาวะน้ำท่วม
สิ่งที่ควรพิจารณาที่สำคัญอีกอย่างคือ ปัจจัยที่เกี่ยวกับผู้ป่วยเองคือความแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันปกติ หรือเป็นผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องภูมิคุ้มกัน ทั้งที่เกิดจากโรคประจำตัว หรือจากยา ซึ่งในกรณีที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเช่น ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน การปลูกถ่ายอวัยวะ ได้ยาเคมีบำบัด ในโรคมะเร็ง ภาวะพร่องโภชนาการ ฯลฯ ผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวควรได้รับการดูแลโดยแพทย์
โรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในช่วงอุทกภัยที่ขอกล่าวถึงในบทความนี้คือ น้ำกัดเท้า การติดเชื้อที่ผิวหนัง และโรคผิวหนังที่เกิดขึ้นจากแมลงและสัตว์พิษกัด
1. น้ำกัดเท้า
เป็นโรคผิวหนังชนิดแรกที่จะเกิดหลังการสัมผัสน้ำสกปรกต่อเนื่องซ้ำกัน มักเกิดขึ้นในสัปดาห์แรก โดยทั่วไปเรามักเข้าใจกันว่าโรคน้ำกัดเท้านี้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อราที่เท้า ความเชื่อนี้ไม่เป็นความจริงเสมอไป เนื่องจากเชื้อราต้องอาศัยระยะเวลาในการเจริญเติบโตระยะหนึ่งก่อนจะก่อโรคที่ผิวหนังได้ แต่อย่างไรก็ตามการแยกโรคทั้งสองออกจากกันต้องอาศัยการตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการซึ่งมีข้อจำกัด ในการดูแลผู้ป่วยจำนวนมากที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันในภาวะอุทกภัย
สาเหตุของน้ำกัดเท้าเกิดจากการระคายเคืองของผิวหนังเนื่องจากความเปียกชื้นและการสัมผัสสิ่งสกปรก สารเคมีต่างๆ ในน้ำท่วมขังทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบขึ้น ผิวหนังจะมีลักษณะเปื่อยลอกโดยเฉพาะที่บริเวณซอกนิ้วเท้า อาจมีอาการผื่นแดง ตุ่มน้ำที่มีอาการแสบหรือคันร่วมด้วย ( รูปที่ 1,2)

การป้องกันการเกิดน้ำกัดเท้า คือการต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วมขัง หากเลี่ยงไม่ได้ต้องล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันทีหลังการสัมผัสน้ำสกปรก แล้วเช็ดเท้า ซับให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วให้แห้งอยู่เสมอ หากมีแผลถลอกบริเวณเท้าอาจต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น povidone iodine ชะล้างด้วย ควรหลีกเลี่ยงสารตัวทำละลายที่ระคายเคืองเช่นแอลกอฮอล์เพราะแม้จะมีฤทธิ์ทำลายเชื้อโรคแต่ก็ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่มากเช่นกัน
หากเกิดผื่นน้ำกัดเท้าแล้ว การรักษาเบื้องต้นคือการใช้ยาหรือครีมที่มีฤทธิ์ชุ่มชื้น ลดการระคายเคืองเช่นครีมเบสทาบริเวณผื่น อาจเลือกใช้ครีมต้านการอักเสบที่มีฤทธิ์แก้คันในระดับอ่อนทาได้แต่ไม่ควรติดต่อกันเกิน 4-5 วัน และถ้าเป็นไปได้ไม่ควรใช้ยาแก้คันที่มีส่วนผสมของยาต้านอักเสบเช่นสเตียรอยด์และยาต้านเชื้อราในหลอดเดียวกัน หากยังไม่แน่ใจการวินิจฉัยเนื่องจากอาจบดบังอาการของการติดเชื้อราระยะต้นได้ และทำให้เกิดผลเสีย นอกจากนั้นยาจำพวกขี้ผึ้งรักษาเชื้อรารุ่นเก่าที่มีฤทธิ์กัดให้ผิวหนังชั้นบนลอกออก จะเพิ่มการระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำให้อาการแดง ลอก แสบคันเป็นมากขึ้นได้อีกด้วยจึงควรหลีกเลี่ยงยาดังกล่าว
2. การติดเชื้อที่ผิวหนัง
การติดเชื้อแบคทีเรีย หลังมีผื่นน้ำกัดเท้าเกิดขึ้น บริเวณที่ผิวเปื่อยลอกจะเป็นจุดที่เชื้อแบคทีเรียในน้ำสกปรกเข้าสู่ผิวหนังแล้วก่อโรคได้ง่ายขึ้น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังอาจเป็นการติดเชื้อในผิวหนังชั้นตื้นเกิดจากเชื้อประจำถิ่นที่ก่อโรคจากความอับชื้น จะทำให้ผิวหนังฝ่าเท้ามีลักษณะเปื่อยยุ่ย เป็นหลุมเล็ก ๆ จำนวนมาก มีกลิ่นเหม็นที่เรียกว่าโรคเท้าเหม็นเป็นรู (รูปที่ 3) หรืออาจเกิดเป็นตุ่มหนอง รูขุมขนอักเสบ หากการติดเชื้อลุกลามลงในผิวหนังชั้นลึกเกิดเป็นกลุ่มโรคจำพวกไฟลามทุ่ง ผิวหนังจะบวมแดงร้อน กดเจ็บ มีไข้ และลามเร็วไปยังบริเวณใกล้เคียง (รูปที่ 4) ต่อมาอาจมีไข้สูงและต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโตร่วมด้วย โดยเฉพาะในกรณีผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่างของภูมิคุ้มกัน เช่น เบาหวาน ตับแข็ง โลหิตจางธาลัสซีเมีย เป็นต้น ในกรณีนี้การติดเชื้อมักรุนแรง ลามเร็ว และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นหากมีอาการของการติดเชื้อในผิวหนังชั้นลึกหรือเป็นผู้มีภาวะพร่องภูมิต้านทานดังที่กล่าวมาข้างต้น ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาได้ทันท่วงทีเนื่องจากอาจจำเป็นต้องให้ยาฆ่าเชื้อทางเส้นเลือด

ในกรณีที่มีบาดแผลจากการถูกของมีคมใต้น้ำทิ่มตำ นอกจากจะติดเชื้อแบคทีเรียแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อบาดทะยักได้ จึงต้องฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักด้วย รวมถึงโรคติดเชื้อที่รุนแรงที่มากับน้ำท่วมเช่นโรคฉี่หนูที่ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวปวดกล้ามเนื้อ ตัวเหลือง ฯลฯ ในกรณีนี้ควรไปพบแพทย์
การติดเชื้อรา หากมีอาการของภาวะน้ำกัดเท้าต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานๆ ผิวที่เปื่อยลอกโดยเฉพาะที่บริเวณซอกนิ้วจะติดเชื้อราได้ ซึ่งจะมีอาการผื่นแดงแฉะ มีขุยขาวลอกบริเวณซอกนิ้ว (รูปที่ 5) หรือเป็นชนิดผื่นหนา เปื่อยยุ่ย ลอกเป็นขุยทั้งที่ฝ่าเท้าและซอกนิ้ว มีกลิ่นเหม็น (รูปที่ 6-8) หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า ฮ่องกงฟุต ซึ่งก็เกิดจากเชื้อกลากชนิดหนึ่งนั่นเอง หากปล่อยให้การติดเชื้อราที่เท้าเป็นเรื้อรังผื่นจะหนาขึ้นเรื่อย ๆ และยากต่อการรักษาให้หายขาด นอกจากนี้การติดเชื้อราที่บริเวณง่ามนิ้วเท้าจะเป็นทางที่เชื้อแบคทีเรียเข้าก่อโรคที่ผิวหนังได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

การรักษาเชื้อราที่ผิวหนัง ให้ได้ผลต้องทายาฆ่าเชื้อราอย่างสม่ำเสมอ และแม้ว่าอาการผื่นคันจะดีขึ้นก็ไม่ควรหยุดยาทาทันที แต่ควรทายาต่อเนื่องไปอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ควรหลีกเลี่ยงยาทาฆ่าเชื้อโรคอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อผิวหนัง เช่นแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้ผิวแห้งคันมากขึ้น ที่สำคัญควรรักษาความสะอาดโดยพยายามให้เท้าแห้งอยู่เสมอจะช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคได้
3. โรคผิวหนังจากแมลงและสัตว์มีพิษ
การถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย การถูกสัตว์มีพิษได้แก่ ตะขาบและแมงป่อง หรืองูพิษกัดต่อย ทำให้มีอาการแดงอักเสบ ปวด และบวมบริเวณรอบๆรอยเขี้ยวที่ถูกกัดต่อยได้อย่างมาก ปัญหาที่ต้องระมัดระวังคือ บางครั้งต้องแยกจากการถูกงูพิษกัดโดยเฉพาะหากถูกกัดต่อยในเวลากลางคืนซึ่งมองไม่เห็นชนิดของสัตว์ที่กัด การใส่รองเท้าที่มีส่วนปกป้องปลายเท้าเดินในแหล่งน้ำขุ่น สามารถป้องกันได้ หรือเมื่อจะสวมใส่รองเท้าบูทหุ้มส้นทรงสูง ก็ควรเคาะและเทหาวัตถุแปลกปลอมหรือสัตว์มีพิษที่อาจหลบซ่อนอยู่ในรองเท้า
หากถูกสัตว์เหล่านี้กัดต่อย ควรไปพบแพทย์ แพทย์จะให้รับประทานยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน ยาลดอาการปวดและบวม ที่สำคัญนอกจากการอักเสบของแผลแล้ว พิษจากสัตว์เหล่านี้อาจมีผลต่ออวัยวะภายในบางอย่าง เช่น ไต ดังนั้นหากยังไม่สามารถไปพบแพทย์ได้ ผู้ถูกกัดต้องสังเกตสีและปริมาณของปัสสาวะอย่างน้อย 24 ชม. หากปัสสาวะลดลงหรือเป็นสีแดงต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
ผื่นแมลงกัด มักเกิดในผู้อพยพที่ต้องอาศัยนอนรวมกันที่ศูนย์โดยไม่มีมุ้งหรือเครื่องป้องกันแมลง มักเกิดจากยุงหรือหมัดกัด ลักษณะผื่นพบเป็นตุ่มนูนแดงคัน อาจพบรอยที่แมลงกัดเป็นจุดแดงเล็กๆ ที่กลางตุ่ม และอาจมีวงขาวรอบๆ พบรอยโรคเด่นที่ผิวหนังบริเวณนอกร่มผ้า การรักษาได้แก่การใช้ยาทาแก้คันร่วมกันรับประทานยาแก้แพ้แก้คัน
ผื่นแพ้สัมผัสจากด้วงก้นกระดก ด้วงก้นกระดกเป็นแมลงขนาดเล็กลำตัวสีส้มสลับดำ (รูปที่ 9 ) มักอาศัยอยู่ตามสวนหรือในบริเวณที่มีต้นไม้มาก ที่ลำตัวของแมลงชนิดนี้จะมีสารซึ่งสามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังได้หากไปสัมผัส มักพบผื่นชนิดนี้ในคนที่ต้องขนรื้อซากต้นไม้ พุ่มไม้ หรือพักอาศัยอยู่ในสวน ลักษณะผื่นจะเป็นปื้นแดง แสบ คัน อาจมีรอยไหม้หรือตุ่มหนองเล็กๆอยู่กลางรอยโรค รอยโรคอาจมีลักษณะเป็นทางยาวตามแนวที่แมลงบินผ่าน หรือตามรอยที่ผู้ป่วยเกา และอาจพบผื่นรูปร่างสมมาตรที่บริเวณข้อพับ ได้บ่อย (รูปที่ 10, 11) การรักษาได้แก่การใช้ยาทาแก้คันร่วมกับการรับประทานยาแก้แพ้แก้คัน
ในศูนย์พักพิงที่มีคนอยู่อาศัยหนาแน่น สุขอนามัยไม่ดี อาจมีการติดเชื้อหิด เหา ที่สามารถแพร่กระจายได้เร็ว

ภาวะอุทกภัยและน้ำท่วมขัง อาจก็ให้เกิดโรคผิวหนังหลายชนิดติดตามมา การทำความสะอาดผิวหนังที่สัมผัสน้ำท่วมขังด้วยน้ำสะอาดและสบู่หลังลุยย่ำน้ำ หลีกเลี่ยงการลุยย่ำน้ำหากมีรอยถลอกหรือบาดแผล การระวังรักษาผิวหนังให้แห้งอยู่เสมอ และการป้องกันการกัดต่อยจากแมลงต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่สามารถลดการเกิดโรคผิวหนังต่างๆ ได้ อย่างไรก็ดีด้วยสภาพแวดล้อมที่ขาดสุขภาวะในช่วงอุทกภัยจึงหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวได้ยาก การมีความรู้เกี่ยวกับโรคทางผิวหนังที่พบได้บ่อยจากน้ำท่วมและการดูแลตนเองในเบื้องต้นอย่างถูกวิธีจะช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงต่างๆ ได้

